4.22.2555

มาตรฐานสีเขียว (Green Standard)


มาตรฐานสีเขียว (Green Standard)

 
โดย ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม  วันที่ 2010-07-05 18:51:19 ผู้อ่าน 1300 คน
Share
 
  
 
กิตติพงศ์ จิรวัสวงศ์kitroj@yahoo.com
.
.
ในปัจจุบัน ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมได้มีการพัฒนาขึ้นจากความสนใจในบางองค์กร มาสู่ความรับผิดชอบขององค์กรส่วนใหญ่ในการดำเนินธุรกิจ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงการพัฒนาสินค้าและการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ล้วนส่งผลกระทบอย่างมากต่อทุก ๆ ภาคส่วน รวมถึงทั่วทั้งโลกต่างก็ได้รับผลกระทบที่นับวันจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นด้วย
.
ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อมได้สะท้อนออกมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการแก้ไขปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม การหาแนวทางในการชะลอปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก การส่งเสริมให้มีการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรและไม่ส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งแวดล้อม การรณรงค์ในการดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสากลในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
.
ในการพัฒนามาตรฐานสากลที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นมาตรฐานในระดับองค์กร ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ รวมทั้งที่เป็นมาตรฐานด้านการบริหารจัดการ มาตรฐานเฉพาะด้าน มาตรฐานผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการบริการ หรือจะเป็นมาตรฐานการดำเนินงานที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
.
ถ้าหากพูดถึงมาตรฐานในระดับสากลระหว่างประเทศ มาตรฐานที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ได้แก่ มาตรฐาน ISO ที่พัฒนาขึ้นโดยองค์กรด้านมาตรฐานระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า International Organization for Standardization ซึ่งมีสมาชิกเป็นตัวแทนที่ดูแลด้านมาตรฐานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เป็นตัวแทนทำหน้าที่สมาชิกในองค์กรแห่งนี้ด้วย
.
มาตรฐานที่มีการจัดพิมพ์แล้ว
มาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่รู้จักกันดี และมีองค์กรจำนวนมากที่นำไปดำเนินการ รวมถึงได้รับการรับรองมาตรฐานนี้กันอย่างกว้างขวาง ได้แก่ มาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management Systems-Requirements with Guidance for Use) ที่อธิบายถึงข้อกำหนดต่าง ๆ สำหรับองค์กร
.
เพื่อสร้างความมั่นใจได้ว่ากิจกรรม หรือการดำเนินการต่าง ๆ ขององค์กร ได้มีการพิจารณาถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีมาตรการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม การป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น และการปรับปรุงความสามารถขององค์กรในการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิผล
.
ปัจจุบัน มีองค์กรจำนวนมากที่มีการนำมาตรฐาน ISO 14001 นี้ไปดำเนินการ และได้รับการรับรอง ไม่เฉพาะในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงทั้งภาคบริการ ภาคการศึกษา ภาคขนส่ง ภาคสาธารณสุข รวมถึงองค์กรต่าง ๆ ในภาครัฐด้วย
.
มาตรฐาน ISO 14001 ได้รับการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะทำงาน ISO/TC 207 ของ ISO นับตั้งแต่ฉบับแรกที่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 1996 จนมาถึงฉบับล่าสุดในปี 2004 โดยเนื้อหาหลัก ๆ ของมาตรฐานนี้ จะประกอบด้วย 5 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม การวางแผน การนำไปปฏิบัติและดำเนินการ การตรวจสอบและแก้ไข และการทบทวนโดยฝ่ายบริหารขององค์กร
.
นอกเหนือจากมาตรฐาน ISO 14001 ที่อธิบายถึงข้อกำหนดของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีมาตรฐานที่เป็นคู่กันได้ออกมาเสริมการดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 14001 ได้แก่
.
มาตรฐาน ISO 14004 (Environmental Management Systems-General Guidelines on Principles, Systems and Support Techniques) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อธิบายถึงหลักการพื้นฐาน ระบบงาน และเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ร่วมกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 ได้
.
ในขณะที่การตรวจประเมินระบบสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Audit จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่จะช่วยในการประเมินถึงความเหมาะสม ความเพียงพอ และความมีประสิทธิผลของระบบที่มีการจัดทำขึ้น เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติการแก้ไข การป้องกัน และการปรับปรุงพัฒนาระบบให้ดีขึ้นต่อไป
.
โดยได้มีการจัดทำขึ้นเป็นมาตรฐานสากลที่เรียกว่ามาตรฐาน ISO 19011 (Guidelines for Quality and/or Environmental Management Systems Auditing) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่อธิบายถึงกระบวนการในการตรวจประเมิน ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และระบบบริหารคุณภาพ
.
ในปี 2009 ทางคณะทำงาน ISO/TC 207 ยังได้มีการออกมาตรฐาน ISO 14050 (Environmental Management-Vocabulary) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่จะอธิบายคำศัพท์ต่าง ๆ ทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความชัดเจน และความเข้าใจที่ดีขึ้น ในการนำข้อกำหนดต่าง ๆ ของมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
.
นอกจากมาตรฐาน ISO 14001 ที่มีการระบุถึงการกำหนดลักษณะปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspects) แล้ว ทาง ISO ยังได้มีการพัฒนามาตรฐานที่ช่วยในการกำหนดลักษณะปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment-LCA)
.
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการระบุ และประเมินลักษณะปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งของผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งจะทำการวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบ การจัดทำ การนำไปใช้งาน และการทำลาย เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ทั้งนี้ มาตรฐานที่เกี่ยวกับการประเมินวัฏจักรชีวิต ได้มีการจัดทำขึ้นมาหลายมาตรฐานด้วยกัน ประกอบด้วย
.
• ISO 14040: 2006 (Environmental Management-Life Cycle Assessment-Principles and Framework) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายถึงหลักการพื้นฐาน และกรอบการดำเนินงานสำหรับการประเมินวัฏจักรชีวิต
.
• ISO 14044: 2006 (Environmental Management-Life Cycle Assessment-Requirements and Guidelines) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายข้อกำหนด และแนวทางดำเนินงานในการประเมินวัฏจักรชีวิต
.
• ISO/TR 14047: 2003 (Environmental Management-Life Cycle Impact Assessment-Example of Application of ISO 14042) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายตัวอย่างของการดำเนินงานตามข้อกำหนดในมาตรฐาน ISO 14042 (ยกเลิกการใช้งานแล้ว) ในการประเมินผลกระทบของวัฏจักรชีวิต
.
• ISO/TR 14048: 2002 (Environmental Management-Life Cycle Assessment-Data Documentation Format) จะเป็นมาตรฐานที่ระบุถึงรูปแบบของเอกสารในการประเมินวัฏจักรชีวิต
.
• ISO/TR 14049: 2000 (Environmental Management-Life Cycle Assessment-Example of Application of ISO 14041 to Goal and Scope Definition and Inventory Analysis) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายตัวอย่างของการดำเนินงานตามข้อกำหนดในมาตรฐาน ISO 14041 (ยกเลิกการใช้งานแล้ว) ในการประเมินวัฏจักรชีวิต
.
ในขณะที่มาตรฐาน ISO 14015: 2001 (Environmental Management-Environmental Assessment of Sites and Organization (EASO)) จะเป็นมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่อธิบายถึงแนวทาง และกระบวนการในการตรวจประเมินสถานที่ และองค์กรในประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนมาตรฐาน ISO 14031: 1999 (Environmental Management-Environmental Performance Evaluation-Guidelines) จะเป็นมาตรฐานที่นำมาใช้ในการประเมินสมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance) ในรูปแบบต่าง ๆ
.
นอกจากนั้น ยังมีมาตรฐานที่เกี่ยวกับฉลากสิ่งแวดล้อม (Environmental Label) ซึ่งประกอบด้วย
• ISO 14020: 2000 (Environmental Labels and Declarations-General Principles) จะเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับหลักการทั่วไปของฉลากสิ่งแวดล้อม และคำประกาศสิ่งแวดล้อม
.
• ISO 14021: 1999 (Environmental Labels and Declarations-Self-Declared Environmental Claims (Type II Environmental Labeling) จะเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการปฏิบัติ สำหรับฉลากสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 2 (การประกาศรับรองตนเองด้านสิ่งแวดล้อม)
.
• ISO 14024: 1999 (Environmental Labels and Declarations-Type I Environmental Labeling-Principles and Procedures) จะเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการปฏิบัติ สำหรับฉลากสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 1
.
• ISO 14025: 2006 (Environmental Labels and Declarations-Type III Environmental Declarations-Principles and Procedures) จะเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับหลักการและขั้นตอนการปฏิบัติ สำหรับฉลากสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 3
.
รวมถึงยังมีการจัดทำมาตรฐาน ISO 14063: 2006 (Environmental Management-Environmental Communication-Guideline and Examples) ซึ่งเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับแนวทางในการสื่อสารทางด้านสิ่งแวดล้อมให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
.
นอกจากนั้น คณะทำงาน ISO/TC 207 ยังได้มีการจัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินการควบคุม และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมากในปัจจุบัน โดยกำหนดเป็นมาตรฐาน ISO 14064 ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย
.
• ISO 14064-1: 2006 (Greenhouse Gases-Part 1: Specification with Guidance at the Organization Level for Quantification and Reporting of Greenhouse Gas Emissions and Removals) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายถึงข้อกำหนดเฉพาะและแนวปฏิบัติในระดับองค์กร สำหรับการวัดปริมาณ การติดตามตรวจสอบ และการจัดทำรายงานการปล่อยและการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก
.
• ISO 14064-2: 2006 (Greenhouse Gases-Part 2: Specification with Guidance at the Project Level for Quantification, Monitoring and Reporting of Greenhouse Gas Emission Reductions or Removal Enhancements) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายถึงข้อกำหนดเฉพาะและแนวปฏิบัติในระดับโครงการ สำหรับการวัดปริมาณ การติดตามตรวจสอบ และการจัดทำรายงานการปล่อยและการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก
.
• ISO 14064-3: 2006 (Greenhouse Gases-Part 3: Specification with Guidance for the Validation and Verification of Greenhouse Gas Assertions) จะเป็นมาตรฐานที่อธิบายถึงข้อกำหนด และแนวปฏิบัติสำหรับการทวนสอบและการยืนยันความถูกต้องของก๊าซเรือนกระจก
.
นอกจากนั้นยังมีการกำหนดมาตรฐานสำหรับผู้ทำหน้าที่ในการทวนสอบ และยืนยันความถูกต้องของก๊าซเรือนกระจกเพื่อการรับรอง ออกมาเป็นมาตรฐาน ISO 14065: 2007 (Greenhouse Gases-Requirements for Greenhouse Gas Validation and Verification Bodies for Use in Accreditation or Other Forms of Recognition)
.
ในส่วนของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยังได้มีการออกมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่ มาตรฐาน ISO/TR 14062: 2002 (Environmental Management-Integrating Environmental Aspects into Product Design and Development) ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ในการบูรณาการลักษณะปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และมาตรฐาน
.
ISO Guide 64: 2008 (Guide for Addressing Environmental Issues in Product Standards) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการกำหนดประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมในมาตรฐานผลิตภัณฑ์
.
มาตรฐานอยู่ในระหว่างการจัดทำ
นอกเหนือจากมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีอีกหลายมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในระหว่างการจัดทำ และรอการประกาศใช้ในเร็ววันนี้ โดยคณะทำงาน ISO/TC 207 ซึ่งรับผิดชอบดูแลมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม
.
ISO/DIS 14005 (Environmental Management Systems-Guidelines for the Phased Implementation of an Environmental Management System, Including the use of Environmental Performance Evaluation) จะเป็นมาตรฐานที่ระบุแนวทางสำหรับการดำเนินงานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงแนวทางในการประเมินสมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Performance Evaluation)
.
ISO/AWI 14033 (Environmental Management-Quantitative Environmental Information-Guidelines and Examples) จะเป็นมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมที่อธิบายถึงแนวทาง และตัวอย่างของข้อมูลสารสนเทศสิ่งแวดล้อมเชิงปริมาณ
.
ISO/CD 14006 (Environmental Management Systems-Guidelines on Eco-design) จะเป็นมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ที่อธิบายถึงแนวทางสำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์เศรษฐกิจ หรือ Eco-design
.
ISO/WD 14045 (Eco-efficiency Assessment-Principles and Requirements) โดยมาตรฐาน ISO 14045 จะอธิบายถึงหลักการพื้นฐาน และข้อกำหนดเกี่ยวกับการประเมินความมีประสิทธิภาพเชิงนิเวศน์เศรษฐกิจ (Eco-efficiency Assessment) โดยความมีประสิทธิภาพเชิงนิเวศน์เศรษฐกิจจะเกี่ยวกับสมรรถนะทางด้านสิ่งแวดล้อมในการสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่า ซึ่งมาตรฐานนี้ จะระบุแนวทางในการทำงานที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายสำหรับการวัดความมีประสิทธิภาพเชิงนิเวศน์เศรษฐกิจ
.
ISO/CD 14051 (Environmental Management-Material Flow Cost Accounting-General Principles and Framework) โดยมาตรฐาน ISO 14051 จะเป็นแนวปฏิบัติ และกรอบการดำเนินงานสำหรับ Material Flow Cost Accounting (MFCA) โดย MFCA จะเป็นเครื่องมือในการบริหารงาน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล โดยเน้นไปที่กระบวนการผลิตและการกระจายสินค้า เพื่อนำไปสู่การลดการใช้ทรัพยากร และต้นทุนวัสดุที่ใช้
.
ทั้งนี้ MFCA จะเป็นการวัดการไหลและการจัดเก็บวัตถุดิบ และพลังงานที่ใช้ภายในองค์กรจากหน่วยทางด้านกายภาพ (เช่น น้ำหนัก ขีดความสามารถ ปริมาณ และอื่น ๆ) รวมถึงทำการประเมินในรูปของต้นทุนการผลิต รวมถึง MFCA ยังใช้เป็นเครื่องมือหลักสำหรับการทำ Environmental Management Accounting (EMA) ด้วย
.
นอกจากนั้น ทาง ISO ยังได้มีการจัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับคาร์บอน ฟุตปริ๊นต์ โดยอยู่ในระหว่างการร่างของคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย
• ISO/WD 14067-1 (Carbon Footprint of Products-Part 1: Quantification) เป็นมาตรฐานคาร์บอนฟุตปริ๊นต์สำหรับผลิตภัณฑ์ ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับการวัดปริมาณ
.
• ISO/WD 14067-2 (Carbon Footprint of Products-Part 2: Communication) มาตรฐานคาร์บอนฟุตปริ๊นต์สำหรับผลิตภัณฑ์ ส่วนที่ 2 เกี่ยวกับการสื่อสาร
.
ISO/AWI 14069 (GHG-Quantification and Reporting of GHG Emissions for Organizations (Carbon Footprint of Organization)-Guidance for the Application of ISO 14064-1) จะเป็นมาตรฐานสำหรับการวัดปริมาณ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับองค์กร โดยจะแนวปฏิบัติสำหรับการประยุกต์ใช้งานมาตรฐาน ISO 14064
.
ISO/CD 14066 (Greenhouse Gases-Competency Requirements for Greenhouse Gas Validators and Verifiers Document) จะเป็นข้อกำหนดที่ระบุความสามารถที่จำเป็นสำหรับผู้ทำหน้าที่ทวนสอบ และยืนยันความถูกต้องของก๊าซเรือนกระจก
.
จากที่อธิบายมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่ามาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมมีอยู่เป็นจำนวนมากทั้งที่ประกาศใช้แล้ว และจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้ ครอบคลุมในทุก ๆ ส่วนที่องค์กรสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการได้
.
นอกจากนั้น ยังมีมาตรฐานในกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มาตรฐาน ISO ที่มีการพัฒนาขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งในลักษณะของมาตรฐานระดับชาติ มาตรฐานในกลุ่มประเทศ หรือมาตรฐานท้องถิ่นที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งองค์กรต่าง ๆ สามารถนำมาศึกษา เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับองค์กร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไป

จากความสามารถในการแข่งขันสู่ความยั่งยืนด้วยกระบวนการที่เป็นเลิศ



จากความสามารถในการแข่งขันสู่ความยั่งยืนด้วยกระบวนการที่เป็นเลิศ

 
โดย ไทยแลนด์อินดัสตรี้ดอทคอม  วันที่ 2011-12-20 09:58:10 ผู้อ่าน 200 คน
Share
 
  
 
ดร.วิทยา สุหฤทดำรงภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
          ปัจจุบันนี้ ถ้าท่านอยู่ในวงจรของการแข่งขันในธุรกิจระดับโลก ท่านคงจะเคยได้ยินถึงคำว่า Business Process Management (BPM) แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเข้ามาสู่วงจรการทำงานหรือการจัดการของคุณได้อย่างไร BPM จะเข้ามาเกี่ยวพันทั้งในวงการการจัดการการดำเนินงาน (Operation Management) และวงการการจัดการทางด้าน IT
แต่ในช่วงระยะเวลานี้ (2007) ผมเชื่อว่าแนวคิดนี้ได้เข้ามาในวงจรการจัดการธุรกิจในเมืองไทยแล้วตามกระแสโลกาภิวัตน์ และเรื่องอื่น ๆ จะตามเข้ามาอีกอย่างแน่นอน ทุกท่านรอรับมือได้เลย และที่สำคัญก่อนที่จะไปสู่เทคนิคการจัดการอื่น ๆ ที่กำลังสุดฮิตในแต่ละสาขาวิชาชีพกันนั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องมาตกลงที่แนวคิดพื้นฐานอยู่ดี ซึ่งก็คือ กระบวนการธุรกิจ (Business Process) นั่นเอง  
กระบวนการธุรกิจพื้นฐานของการแข่งขัน          เรามักจะพูดกันอยู่เป็นประจำว่า จะต้องสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ ให้กับบริษัทและให้กับตัวเอง แล้วอะไรล่ะที่จะเรียกว่าเป็น ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ก่อนอื่นที่สุดเลย เราต้องเข้าใจการแข่งขันเสียก่อนว่า เราแข่งขันกันเรื่องอะไร ? เพราะถ้าไม่เข้าใจตรงกันแล้วมีหวังว่างานคงจะไม่สำเร็จ เพราะการเข้าใจตรงกันเป็นพื้นฐานของการสมานฉันท์
ในมุมมองของผมนั้นเราแข่งขันในการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ความพึงพอใจนั้นจะอยู่ในรูปแบบของการบริการ (Services)ซึ่งจะประกอบไปด้วยการบริการนำส่ง (Delivery Services) เช่น กิจกรรมการบริการทั่วไปที่ไม่มีการแปลงสภาพ
โดยทั่วไปคุณค่าที่ลูกค้าจะได้ คือ คุณค่าเชิงลอจิสติกส์ (Value Based Logistics) ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และการบริการการผลิต (Manufacturing Services) เช่น กิจกรรมการผลิตที่มีการแปลงสภาพหรือเพิ่มคุณค่าให้กับวัตถุดิบตามข้อกำหนดให้กับลูกค้า ดังนั้นคุณค่าที่ลูกค้าได้รับไปจะเป็นคุณค่าเชิงฟังก์ชันการใช้งาน  (Value Based Functions) ตามข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
ดังนั้นคุณค่าโดยรวมทั้งหมดที่ลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อแลกมานั้น คือ ทั้งคุณค่าเชิงฟังก์ชันการใช้งานและคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ เช่น สินค้ายี่ห้อ A หาซื้อได้ตามร้านค้าใกล้บ้านท่าน แต่ถ้าท่านเป็นคู่แข่งและขายสินค้ายี่ห้อ B ซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันแบบเดียวกันและราคาเดียวกัน แต่หาซื้อได้ลำบากมากและจะต้องเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไกลออกไป 
ดังนั้นสินค้าของท่านถึงแม้จะมีคุณภาพเดียวกัน แต่ขาดคุณค่าเชิงลอจิสติกส์ที่นำเสนอต่อลูกค้า คุณค่าอย่างไหนที่เราจะมอบให้กับลูกค้า ? แล้วเรามีความสามารถในการสร้างสรรค์คุณค่านั้นให้กับลูกค้าของเราหรือไม่ ? และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ เรารู้จักและเข้าใจลูกค้าเราดีเพียงได้ คงไม่ใช่ว่าสักแต่ผลิตสินค้าออกมาขายตามหลังคนอื่นเขา และต้องไม่ลืมว่าลูกค้าเปลี่ยนความต้องการอยู่เสมอ ให้นึกถึงตัวเราเองว่าเป็นคนเบื่อง่ายขนาดไหน  แนวคิดของการผลิตและการบริการแสดงอยู่ในรูปที่  1
รูปที่ 1 การผลิตและการบริการ
เสาหลักขององค์กรธุรกิจ           ที่จริงแล้วในวงการธุรกิจและ IT ได้กำหนดเสาหลัก (Pillars) ของการดำเนินธุรกิจไว้ 3 เสาหลัก คือ คน (People) กระบวนการธุรกิจ (Process) และเทคโนโลยี (Technology) ดังแสดงอยู่ในรูปที่ 2 เสาหลักแรก คือ คนซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะคนจะเป็นผู้ซึ่งออกแบบกระบวนการธุรกิจและเลือกใช้เทคโนโลยี
รวมทั้งกำหนดมาตรฐานในการทำงานให้คนที่ทำงานในกระบวนการด้วย เมื่อเป็นดังนี้แล้วคนจึงสำคัญที่สุดในเสาหลักทั้งสาม แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนทุกคนในองค์กรจะมีความสำคัญเท่ากัน บทบาทของคนในกระบวนการกับบทบาทของคนผู้ออกแบบกระบวนการย่อมมีความแตกต่างกัน
รูปที่ 2 3เสาหลักขององค์กรธุรกิจ
          สำหรับบทบาทของคนที่เป็นเสาหลักที่สำคัญนั้นจะต้องมีภาวะผู้นำและความรู้ความสามารถในการทำความเข้าในความต้องการของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของความต้องการลูกค้าและสภาวะแวดล้อมของธุรกิจ คนที่เป็นผู้นำจะต้องบ่งชี้คุณค่าที่ลูกค้าต้องการให้ได้
และในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสรรค์คุณค่าตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการสร้างกระบวนการธุรกิจขึ้นมาเพื่อนำส่งคุณค่าตามที่ลูกค้าต้องการ และในกระบวนการธุรกิจนี้ก็จะประกอบไปด้วยทรัพยากรทั้งคน วัตถุดิบ เครื่องจักร เทคโนโลยีทั้งหลายและเงินค่าใช้จ่ายที่มาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ 
          ดังนั้นความสามารถในการแข่งขันนอกจากที่จะต้องสร้างคุณค่าให้ตรงใจลูกค้าด้วยราคาที่เหมาะสม  แล้วยังต้องมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าทั้งสองมุมมองนั้นตามความต้องการของลูกค้าที่แปรเปลี่ยนไป
ความสามารถในการแข่งขันในมุมนี้เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการได้เปรียบในเชิงต้นทุนหรือในตัวผลิตภัณฑ์   เพราะว่าความสามารถในการเปลี่ยนแปลงได้ครอบคลุมในประเด็นทั้งหมดอยู่แล้ว ถ้าเรามีศักยภาพหรือมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาโดยปรับให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า
ปรับเปลี่ยนสู่ การได้เปรียบเชิงการแข่งขัน          เมื่อธุรกิจและการดำเนินชีวิต คือ การแข่งขัน ไม่ว่าคุณจะใช้เศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ก็ตาม คุณก็ยังต้องแข่งขัน  แล้วทำอย่างไรถึงจะต้องแข่งขันได้ ถึงแม้ว่าจะชนะมาแล้ว ได้เป็นแชมป์แล้ว ก็ยังต้องมาแข่งขันป้องกันแชมป์อยู่อีก ในการแข่งขันแต่ละครั้งสภาพการแข่งขันและคู่แข่งขันก็คงจะไม่เหมือนกัน ผู้แข่งขันจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพการแข่งขันและศึกษาคู่แข่งเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่งขันให้ได้    
          เมื่อการปรับเปลี่ยนเป็นกุญแจที่สำคัญของการได้เปรียบเชิงการแข่งขันแล้ว เราควรจะเปลี่ยนอะไรในองค์กรของเราเอง แน่นอน! เราคงจะต้องหันมามองตรงที่ 3 เสาหลักขององค์กร คือ คน กระบวนการ และเทคโนโลยี แล้วพิจารณาดูว่าเสาไหนสำคัญต่อลูกค้ามากที่สุด เสาหลักที่เป็นกระบวนการธุรกิจนั้นต้องมีบทบาทที่สำคัญที่ลูกค้าให้ความสนใจ   เพราะว่ากระบวนการธุรกิจนั้นสร้างสรรค์คุณค่าที่ลูกค้าต้องการ ลูกค้าไม่ต้องการซื้อคนหรือเทคโนโลยีที่อยู่ในกระบวนการ  
ในทางตรงกันข้ามถ้ากระบวนการนั้นไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของลูกค้าได้ ลูกค้าก็ไม่ต้องการหรือไม่ซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทหรือองค์กร กระบวนการดังกล่าวนั้นจึงไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทและไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้   
          เมื่อมาถึงจุดที่จะต้องทำการปรับเปลี่ยนกระบวนการ บทบาทของคนซึ่งเป็นผู้นำในองค์กรจะต้องใช้ภาวะผู้นำ (Leadership) เข้ามาจัดการปรับปรุงกระบวนการหรือออกแบบใหม่ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาใช้ในกระบวนการธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปหรือที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแล้ว บทบาทของคนจะมีความสำคัญที่สุดเพราะกระบวนการอย่างเดียวนั้นไม่มีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
แต่คนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีการตอบสนองและมีสติปัญญาในการวิเคราะห์ปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ถ้าผู้นำขององค์กรมีวิสัยทัศน์และเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงในมิติรอบด้าน และจัดการกระบวนการธุรกิจด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมแล้วก็สามารถตัดสินใจในการจัดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการธุรกิจได้อย่างตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
          ดังนั้นประเด็นที่จะทำให้เราได้เปรียบเชิงการแข่งขันได้นั้นมาจากทั้งสามเสาหลักนี้เองที่จะต้องนำพาองค์กรให้สามารถสร้างสรรค์คุณค่าที่ลูกค้าต้องการ ทั้งสามเสาหลักนั้นจะต้องมีความเป็นเลิศในตัวเอง เช่น ในด้านภาวะผู้นำ  ความเป็นเลิศด้านกระบวนการ และความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีโดยมีการทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องในทั้งสามเสาหลัก
องค์กรใด ๆ ก็ตามที่ขาดความเป็นเลิศในเสาใดเสาหนึ่งไปก็อาจจะทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขันไปได้ แต่ในบางสภาวะของการแข่งขันในตลาดที่แตกต่างกันความเป็นเลิศทั้งสามาอาจจะมีสำคัญไม่เท่ากัน หรือมีส่วนผสมผสานในการดำเนินงานที่ต่างกัน แต่ที่แน่ ๆ ความเป็นเลิศด้านกระบวนการต้องมาก่อนเพราะกระบวนการธุรกิจนั้นสัมผัสกับลูกค้าโดยตรง
กระบวนการธุรกิจที่เป็นเลิศได้นั้นก็ต้องอาศัยการจัดการจากคนและเทคโนโลยีที่สนับสนุนกิจกรรมในกระบวนการธุรกิจนั่นเอง ถ้าผู้นำองค์กรขาดวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำก็คงไม่สามารถที่จะสร้างกระบวนการธุรกิจที่เป็นเลิศได้ ความสัมพันธ์ของสามเสาหลักเชื่อมโยงอย่างกลมกลืนตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์สู่ระดับการปฏิบัติการเป็นสิ่งมีส่วนสำคัญต่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขันขององค์กรธุรกิจ
แต่หลาย ๆ องค์กรที่ไม่ได้เปรียบเชิงการแข่งขันและยังไม่สามารถสู้ได้ในสนามแข่งขันไม่ใช่ไม่รู้จักลูกค้า ไม่ใช่ไม่เข้าใจคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ แต่กลับเป็นไม่เข้าใจในคุณค่าหรือสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จึงไม่สามารถปรับตัวได้ ดังนั้นความได้เปรียบเชิงการแข่งขันนั้นจะต้องมาทำความเข้าใจอยู่ 3 ประเด็น คือ เข้าใจตัวเอง เข้าใจลูกค้า และเข้าใจการเปลี่ยนแปลง
ความได้เปรียบสู่ ความยั่งยืน          เราทุกคนคงจะเข้าใจในสัจจะธรรมของชีวิตที่ว่า ความไม่ยั่งยืน คือ ความจริงของชีวิต แต่คนเราเองก็เป็นนักสู้ที่จะต้องท้าทายกับความจริงที่ว่า จะทำอย่างไรให้ชีวิตเราหรือองค์กรธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ รอบตัวเอง ทุกคนทุกองค์กรอยากที่จะอยู่รอดไปได้นานอย่างยั่งยืน
การที่องค์กรจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนนั้นจะต้องเข้าใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะองค์กรธุรกิจทั้งหลายที่ล่มสลายไปนั้นก็เพราะไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญของความยั่งยืน คือ ความตระหนักในการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งจะทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ทันเวลา ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมาถึงตัวจนเราหรือองค์กรของเราไม่สามารถรองรับได้
          ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง คือความไม่หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรืออยู่ในสภาพของพลวัต (Dynamics) ถ้าจะให้องค์กรมีความยั่งยืนอยู่ได้ก็คงจะต้องสร้างให้องค์กรนั้นมีความเป็นพลวัตในส่วนหลัก ๆ ขององค์กรโดยเฉพาะสามเสาหลักขององค์กร ตั้งแต่คน กระบวนการและเทคโนโลยี คนที่มีลักษณะผู้นำที่ดีจะมีความเป็นพลวัตสูงในความคิดและการรับรู้การเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ ตัว
เช่นเดียวกัน กระบวนการธุรกิจก็จะต้องแสดงถึงความเป็นเลิศด้วยความสามารถในการรองรับความเป็นพลวัตได้ดี ผู้นำที่มีระบบการจัดการที่ดีและการนำเทคโนโลยีมาใช้ก็จะทำให้รองรับภาวะพลวัตในกระบวนการธุรกิจได้
          ภาวะพลวัตที่เกิดขึ้นได้ในกระบวนการธุรกิจก็เพราะระบบการสื่อสารข้อมูลสมรรถนะและการสั่งการในกระบวนการธุรกิจสามารถที่จะตอบสนองกับพลวัตของสภาวะแวดล้อมได้ทันเวลา นั่นแสดงว่าผู้นำหรือผู้จัดการใช้ระบบการวัดสมรรถนะของกระบวนการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการตัดสินใจกิจกรรมในกระบวนการธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการธุรกิจ และสามารถปรับเรียงกระบวนการธุรกิจและองค์กรได้ตรงกับลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ดังแสดงในรูปที่ 3
รูปที่ 3 การปรับเรียงเชิงพลวัตสู่ความยั่งยืน
พื้นฐานการจัดการสู่ความยั่งยืน          การพัฒนาองค์กรให้ไปสู่ความยั่งยืนนั้นมีตัวอย่างให้เห็นมากมายสำหรับบริษัทหรือองค์กรที่สามารถตั้งขึ้นมาและอยู่รอดมาได้เป็นเวลานานหลาย ๆ ปี เหตุผลเดียวที่องค์กรเหล่านี้อยู่รอดมาได้ก็คือ การจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และถ่ายทอดวิถีทางนี้จากรุ่นสู่รุ่น แต่ลักษณะการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเวลาก็มีความแตกต่างกันไป วิธีการคิด การดำเนินงานและความรุนแรงของการเปลี่ยนก็จะแตกต่างกันไป
แต่ไม่ว่าจะเป็นยุดไหน ๆ พื้นฐานของการจัดการก็จะเหมือนกัน นั่นก็คือ เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนนั่นเอง การจัดการไม่ใช่การเผชิญกับปัจจุบัน แต่กลับเป็นการเผชิญหน้ากับอนาคตด้วยข้อมูลและประสบการณ์จากอดีตและปัจจุบัน เพียงแต่ว่าท่านจะมีวิสัยทัศน์ไปได้ไกลแค่ไหนและถูกต้องแค่ไหน หรือว่าอ่านอนาคตได้ไกลและถูกต้องมากขนาดไหน ถ้าท่านอ่านอนาคตได้ถูกต้อง ท่านก็มีต้นทุนต่ำในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและมีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่ถ้าท่านอ่านผิด ต้นทุนในการรับมือการเปลี่ยนแปลงของท่านก็สูง หรือไม่แน่ท่านอาจจะพลาดท่าเสียทีกับการเปลี่ยนแปลงจบชีวิตลงหรือต้องออกจากวงจรธุรกิจไป ท่านคงจะรู้แล้วว่าจะต้องจัดการกับตัวเองหรือองค์กรของท่านอย่างไร

การบริหารความสามารถหลักขององค์กร (Core Competencies Management)


การบริหารความสามารถหลักขององค์กร
(Core Competencies Management)
สนั่น เถาชารี
           หน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้บริหารคือ การสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการใช้ความสามารถหลัก (Core Competency) หรือความความชำนาญพิเศษขององค์กร เพื่อให้เกิดความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน เนื่องจากองค์กรสามารถทำกิจกรรมดังกล่าวนั้นได้ดีเป็นพิเศษกว่าองค์กรอื่น ๆ 
แต่สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ความสามารถในการประยุกต์ใช้กลยุทธ์นั้น ซึ่งการสร้างให้เกิดความชำนาญเฉพาะเป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ความสามารถขององค์กรที่จะประยุกต์ใช้กลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคลากรภายในองค์กรจะต้องมีคุณภาพ ซึ่งมีทักษะและความสามารถต่าง ๆ ตามที่องค์กรต้องการ รวมไปถึงระบบการบริหารภายในองค์กรจะต้องมีประสิทธิภาพด้วย
การสร้างองค์กรที่มีความสามารถ จะต้องเริ่มที่การมีบุคลากรที่มีความสามารถ ดังนั้นกระบวนการในการคัดเลือกบุคลากร จะต้องเลือกที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน เมื่อได้บุคลากรเหล่านั้นมาแล้วก็จะต้องทำการเสริมสร้างทักษะ ความสามารถ รวมถึงความสามารถหลักขององค์กรตามที่องค์กรต้องการ 
แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารความสามารถหลักขององค์กร           ความสามารถหลัก (The Core Competence) คือ ความรู้สั่งสมที่ได้จากการเรียนรู้ในองค์กร โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดการ และสร้างความแตกต่างหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ ทักษะ และการบูรณาการให้เกิดความหลากหลายทางเทคโนโลยี ความสามารถหลักขององค์กรสามารถมีได้ในหลายลักษณะ เช่น ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสามารถในการผลิต ความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ความสามารถในการเป็นผู้นำด้านต้นทุน เป็นต้น ความสามารถหลักขององค์กรแบ่งออกได้เป็น 3ประเภทหลัก ดังต่อไปนี้คือ
           1. ความสามารถหลักด้านการดำเนินงาน (Operation Competence)
           2. ความสามารถหลักด้านการตลาด (Market Access Competence)
           3. ความสามารถหลักด้านนวัตกรรม (Innovation Competence)
           การตลาดและนวัตกรรมหน้าที่ของธุรกิจ ซึ่งขั้นตอนของการตลาด แบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอน
           ขั้นตอนที่ 1 คือการสืบหาความต้องการของลูกค้าว่ามีอะไรที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง หรือว่าแม้จะมีอยู่แล้วก็สามารถพัฒนาปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นจากสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันได้หรือไม่ นั่นคือขั้นตอนที่หนึ่ง ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจต้องอาศัยการสำรวจ การสัมผัส การสอบถามพูดคุยจากลูกค้าจริง ๆ เก็บข้อมูล รวบรวม ดูความเป็นไปได้ว่าสินค้าและบริการนั้นเป็นไปได้ในทางธุรกิจหรือไม่
           ขั้นตอนที่ 2 คือการตอบสนองความต้องการที่เราได้ศึกษามาแล้วว่ามีปริมาณ สร้างคุณค่าแก่ลูกค้า และมีส่วนต่างของต้นทุนและราคาขายที่เป็นไปได้กับการดำเนินธุรกิจ ในขั้นตอนนี้สิ่งสำคัญที่จะแทรกซึมเข้าไปอยู่ภายในก็คือ การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการที่ยังขาดอยู่ให้กับผู้ที่จะเป็นลูกค้าได้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการประดิษฐ์คิดค้นซึ่งก็คือนวัตกรรมนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือมีแล้วก็ได้รับการนำมาพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสมกับลูกค้า หรือผู้ที่จะเป็นลูกค้าเพิ่มขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง นวัตกรรมนี้ในอีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจนั้น ๆ ด้วย
           ขั้นตอนที่ 3 เป็นขั้นตอนของการช่วยเหลือให้ลูกค้าซื้อหรือตัดสินใจซื้อได้ถูกต้อง หรือตัดสินใจซื้อได้ง่ายในราคาที่เหมาะสม มี Distribution ที่ถูกต้อง ง่ายแก่การเลือกซื้อหา มีผลิตภัณฑ์ที่ดีซึ่งเราก็ได้มาจากการพัฒนานวัตกรรมปรับปรุงใหม่แล้ว มีการ Promotion จูงใจชักชวนต่าง ๆ ที่ถูกต้องเป็นต้น นั่นคือขั้นตอนที่สามซึ่งจริง ๆ ก็คือช่วยเหลือผู้ซื้อหรือลูกค้าของเราให้ตัดสินใจ เห็นดีงาม หรือตระหนักถึงคุณค่าของสินค้าและบริการของธุรกิจ
           ขั้นตอนที่ 4 ก็คือจะต้องทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจหลังการขาย โดยการติดตาม ดูการใช้งานของลูกค้า และยอมรับในข้อที่ยังไม่สมบูรณ์ของสินค้าและบริการนั้น และนำมาพัฒนา ปรับปรุง ให้ลูกค้าเห็นจริงว่าเราได้พัฒนาปรับปรุงตามที่ลูกค้าได้ขอมา เป็นต้น
           4 ขั้นตอนของการตลาด เป็น Step จากไม่มีสินค้าเลยจนกระทั่งมีสินค้าออกไปจำหน่ายในท้องตลาดจริง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในธุรกิจ จะมีหน้าที่สำคัญมาก 2 อย่างผสมกันอยู่ ซึ่งก็คือ การตลาดและนวัตกรรม จนกระทั่งปรมาจารย์ทางด้านการจัดการของโลก คือ ปีเตอร์ ดรักเกอร์ ยังถึงกับให้คำนิยามของหน้าที่ของธุรกิจไว้ว่ามีเพียง 2 ประการเท่านั้น ก็คือ การตลาดและการสร้างนวัตกรรม ในการที่จะเป็นความสามารถหลัก (Core Competency) ที่จะทำให้ธุรกิจนั้นดำเนินไปได้อย่างมั่นคงและก้าวหน้าต่อไป
           ความสามารถหลัก (Competency) สำหรับผู้บริหารองค์กร ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้คือ
           1. การเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา
           2. การปฏิบัติตนอย่างซื่อตรง
           3. การปรับตัวได้ในวัฒนธรรมแวดล้อมที่แตกต่างกัน
           4. การมีความเชื่อมั่นในความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
           5. การแสวงหาความรู้อย่างกว้างขวางในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วย
           6. การนำศักยภาพที่ดีที่สุดของคนในองค์กรมาใช้ให้ได้
           7. การมองประเด็นในทุกแง่และมีมุมมองใหม่เสมอ ๆ
           8. กล้าคิดที่จะตัดสินใจแม้มีความเสี่ยง
           9. การแสวงหาและใช้ประโยชน์จากข้อมูลป้อนกลับทุกเรื่อง
           10. การเรียนรู้จากความผิดพลาด
           11. การเปิดรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์
วัตถุประสงค์ของการนำ Competency มาใช้ในองค์กร
           1. ใช้ในการคัดเลือกและคัดสรรบุคลากร (Recruitment and Selection)
 การคัดเลือกบุคลากรเพื่อเข้ามาทำงานในองค์กร และการเลือกสรรบุคลากรเหล่านั้นให้ทำงานในตำแหน่งหน้าที่ที่เหมาะสมกับความสามารถของบุคลากรเหล่านั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร สำหรับขั้นตอนการสรรหาและคัดเลือกพนักงานด้วยการพิจารณาจากสมรรถนะความสามารถนั้นมีขั้นตอนที่สำคัญ 7 ขั้นตอนด้วยกันดังต่อไปนี้
           ขั้นตอนที่ 1 ระบุถึงความจำเป็นของการสรรหาพนักงาน ผู้บริหารแต่ละหน่วยงานควรกำหนดความต้องการหรือความจำเป็นในการสรรหาพนักงาน ซึ่งการสรรหาพนักงานนั้นควรจะต้องตอบให้ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่คาดหวังจากตำแหน่งงานที่ต้องการสรรหา ตำแหน่งงานที่สรรหานั้นสามารถสนับสนุนให้เป้าหมายและกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์กรประสบความสำเร็จได้หรือไม่ องค์กรจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่หากไม่มีการว่าจ้างหรือสรรหาตำแหน่งงานนี้ ความสามารถหลักอะไรของตำแหน่งงานที่แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครที่มาสมัครนั้นมีความสามารถหรือมีพฤติกรรมที่เหมาะสม
           ขั้นตอนที่ 2 สำรวจหน้าที่งานของตำแหน่งงาน หน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์จะต้องเริ่มวิเคราะห์งานของตำแหน่งงาน โดยรวบรวมข้อมูลหลักที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมงานหลัก ขั้นตอนการทำงาน ผลลัพธ์ของงาน ความสามารถที่จะทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากข้อมูลหลักตามที่ได้กล่าวถึงแล้วนั้น หน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์อาจจะรวบรวมข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ของแต่ละตำแหน่งงาน เช่น การศึกษาที่จำเป็น ประสบการณ์ในการทำงานทั้งด้านบริหารและด้านเทคนิคเฉพาะงาน ใบอนุญาตหรือประกาศนียบัตรต่าง ๆ ที่ได้รับ
           ขั้นตอนที่ 3 กำหนดแหล่งข้อมูลเพื่อการสรรหา โดยที่หน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์ควรจะร่วมมือกับผู้บริหารสายงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดวิธีการสรรหาผู้สมัคร เนื่องจากผู้บริหารสายงานจะมีแนวความคิดหรือมีข้อมูลว่าตำแหน่งงานที่ขออัตรากำลังมานั้นควรจะหาผู้สมัครได้จากแหล่งใดบ้าง
           ขั้นตอนที่ 4 จัดเตรียมข้อคำถามและเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานบุคคลควรจัดเตรียมเอกสารและข้อมูลเพื่อการสรรหาคัดเลือกพนักงานไว้ให้พร้อม ซึ่งในเอกสารประกอบที่ใช้นั้นควรจะประกอบไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ คุณค่าหลักขององค์กร รวมถึงชุดของความสามารถ (Competency Dictionary) ที่เป็นรายละเอียดของพฤติกรรมของแต่ละตำแหน่งงาน เช่น สมรรถนะความสามารถการจัดการบัญชี (Account Management) ในเรื่องยอดขายและกำไร (Sales & Profitability) ดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงสมรรถนะความสามารถการจัดการบัญชี (Account Management) ในเรื่องยอดขายและกำไร (Sales & Profitability)

    
           ขั้นตอนที่ 5 กำหนดวิธีการที่ใช้ในการคัดเลือกพนักงาน โดยที่หน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์จะต้องกำหนดวิธีการสำหรับการคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจากวิธีการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น เช่น ใบสมัครงาน จดหมายรับรองการทำงาน เอกสารการศึกษา แบบทดสอบบุคลิกภาพและแบบทดสอบจิตวิทยาทั่วไป การสัมภาษณ์พนักงาน วุฒิบัตรต่าง ๆ การทดสอบอื่น ๆ เช่น การใช้ศูนย์ประเมิน (Assessment Center) โดยหน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์ควรกำหนดว่าสมรรถนะความสามารถแต่ละตัวควรจะใช้วิธีการใด และในแต่ละวิธีการนั้นจะมีน้ำหนักที่แตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง ดังแสดงตัวอย่างตำแหน่งงานผู้จัดการฝ่ายขายในตารางที่ 2
ตารางที่ 2 แสดงความสามารถ และวิธีการคัดเลือกของตำแหน่งงานผู้จัดการฝ่ายขาย
           ขั้นตอนที่ 6 ฝึกอบรมผู้สัมภาษณ์โดยวิธีการสัมภาษณ์จากพฤติกรรม (Behavioral Event Interview)การสัมภาษณ์บนพื้นฐานของสมรรถนะความสามารถนั้น จะทำให้ผู้สัมภาษณ์หรือผู้บริหารสายงานมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนการสัมภาษณ์ ตลอดจนมีขอบเขตของคำถามที่มุ่งเน้นไปที่ข้อคำถามเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของแต่ละตำแหน่งงาน
ซึ่งหน่วยงานด้านทรัพยากรมนุษย์ควรจัดอบรมให้ผู้บริหารสายงาน เข้าใจถึงวิธีการสัมภาษณ์จากพฤติกรรมที่กำหนดขึ้นของแต่ละตำแหน่งงาน (Behavioral Event Interview) และการสัมภาษณ์โดยยึดสมรรถนะความสามารถเป็นหลักนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาสัมภาษณ์ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถแสดงตัวอย่างข้อคำถามที่เกี่ยวโยงกับพฤติกรรมของสมรรถนะความสามารถแต่ละตัวดังในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 แสดงตัวอย่างข้อคำถามที่เกี่ยวโยงกับพฤติกรรมของสมรรถนะความสามารถแต่ละตัวของตำแหน่งงานผู้จัดการฝ่ายขาย

           ขั้นตอนที่ 7 การสรุปและคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ผู้บริหารสายงานควรทำหน้าที่ในการตรวจสอบและคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่ต้องการ โดยการพิจารณาผลจากการประเมินผลของเครื่องมือที่ใช้ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถของตำแหน่งงานเป็นสำคัญ
           ซึ่ง Competency สามารถนำมาใช้ในงานสรรหาและคัดเลือกพนักงานได้เช่นเดียวกับระบบงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการนำ Competency มาใช้ระบบการสรรหาและคัดเลือกพนักงาน ได้แก่
           * ทำให้เกิดความถูกต้องชัดเจนในการประเมินความสามารถและศักยภาพของตัวบุคคล
           * ใช้เป็นกรอบหรือแนวทางในการคัดเลือกผู้สมัครที่มีคุณลักษณะตรงตามที่องค์กรและหน่วยงานต้องการ
           * ทำให้ผู้สัมภาษณ์มีแนวทางในการสอบถามจากผู้สมัคร ประเมินผู้สมัครบนพื้นฐานจาก Competency ที่ต้องการ มากกว่าการตัดสินใจโดยใช้ความคิดเห็นส่วนตัว
           * สามารถนำมาใช้กับเครื่องมือในการตัดสินใจคัดเลือกผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นแบบฟอร์มการสมัครงาน การสัมภาษณ์ การทดสอบ และการใช้ศูนย์ประเมิน
           * สามารถบ่งบอกได้ถึงลักษณะของผู้สมัคร ความชำนาญพิเศษ และคุณลักษณะภายในส่วนบุคคลของผู้สมัคร ซึ่งผู้สัมภาษณ์สามารถระบุได้ว่าผู้สมัครแต่ละคนมีจุดแข็งและจุดด้อยที่ต้องพัฒนาปรับปรุงในขีดความสามารถใดบ้าง
           2. ใช้ในการฝึกอบรมและการพัฒนา (Training and Development) การฝึกอบรมและพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์กร เป็นการสร้างและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กร
           3. ใช้ในการให้รางวัล (Reward) การให้รางวัลตอบแทนควรจะมีผลต่อแรงจูงใจ ขวัญ และกำลังใจของพนักงาน โดยควรจะเป็นรางวัลที่มีคุณค่า มีความเป็นธรรม มีความเป็นไปได้ และมีความยืดหยุ่น การที่รางวัลตอบแทนจะมีประสิทธิภาพในการสร้างแรงจูงใจพนักงานได้ตามที่คาดหวัง จึงต้องมีการวิเคราะห์ จัดโครงการการให้รางวัลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ต้องการของพนักงาน
           1. ระบบการให้รางวัลตอบแทนตามผลงาน เป็นการจ่ายตามผลการปฏิบัติงานที่ประเมินจากมาตราวัดที่สำคัญคือ ผลผลิตของบุคคล ของกลุ่ม ของแผนก หรือผลกำไรของหน่วยงาน ซึ่งสามารถจำแนกได้หลายประเภทด้วยกันเช่น การจ่ายค่าตอบแทนแก่พนักงานตาม
           * จำนวนหน่วยหรือชิ้นงานที่ทำได้ตามอัตราที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งหากพนักงานยิ่งทำงานได้มากเท่าไร จะได้รับเงินค่าตอบแทนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ผสมผสานกับการจ่ายค่าตอบแทนตามเวลาที่ได้ทำงานด้วย
           * การจ่ายโบนัส คือการให้รางวัลตอบแทนแก่พนักงานซึ่งสามารถผลิตหรือปฏิบัติงานได้เกินเป้าหมาย มักจะใช้เป็นส่วนเสริมของการจ่ายค่าจ้างพื้นฐาน ซึ่งจะจ่ายโบนัสสำหรับผลผลิตส่วนเกินตามอัตราที่ได้กำหนด หรือสำหรับการปฏิบัติงานที่ใช้เวลาน้อยลงกว่าเดิม
           * การจ่ายคอมมิชชั่น มักใช้สำหรับงานขายซึ่งจะได้รับค่าคอมมิชชั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย
           * การแบ่งปันผลกำไร ใช้กับงานที่ตระหนักถึงผลกำไรและทำให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้น การแบ่งปันผลกำไรอาจจะมีความเหมาะสมและใช้ได้ผลมากที่สุดสำหรับองค์กรที่มีขนาดเล็กและผลการดำเนินงานองค์กรขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของพนักงานเป็นส่วนสำคัญ
           * การแบ่งปันส่วนเกิน ซึ่งอาจจะเกิดจากผลการปฏิบัติงานของพนักงานไม่ได้ผลโดยตรงต่อกำไรขององค์กรธุรกิจ องค์กรจึงเน้นที่องค์ประกอบซึ่งได้รับผลโดยตรงจากการปฏิบัติงานของพนักงาน เช่น ผลิตสินค้าได้มากขึ้นในเวลาเท่าเดิม หรือผลิตสินค้าได้ในปริมาณเท่าเดิมแต่มีต้นทุนการผลิตลดลง 
          * การจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงาน เพื่อเพิ่มความผูกพัน ความจงรักภักดี และความอุตสาหะในการทำงาน โดยให้พนักงานได้รับหุ้นเป็นสัดส่วนตามระยะเวลาที่ทำงานอยู่ในองค์กรธุรกิจ และระดับเงินเดือนที่ได้รับ
          2. ระบบการให้รางวัลตอบแทนแบบยืดหยุ่น เป็นการจ่ายค่าตอบแทนซึ่งอนุญาตให้พนักงานเลือกสรรสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากรายการที่องค์กรได้กำหนดไว้ตามความต้องการของตนเอง ทั้งนี้เพราะพนักงานแต่ละคนมีความจำเป็นและสถานการณ์ของชีวิตที่แตกต่างกัน
ปัญหาการนำสมรรถนะ (Competency) มาใช้ในการพัฒนาบุคลากร          ปัญหาที่มักจะพบกันโดยทั่วไปในหลายองค์กรที่นำสมรรถนะมาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ได้แก่
          1. บางครั้งเป็นเพียงความพยายามของฝ่ายทรัพยากรบุคคลฝ่ายเดียว ที่ต้องการให้องค์กรของตนมีทิศทางในการพัฒนาคนในองค์กรมีความรู้ความสามารถสูงขึ้น แต่ผู้จัดการหรือหัวหน้างานในสายงานก็ไม่ตระหนักหรือเห็นความสำคัญว่าการกำหนดสมรรถนะเป็นการสนับสนุนในการเพิ่มผลงานให้เขาอย่างไร
          2. การจัดโครงการฝึกอบรมตามสมรรถนะ ยังมีปัญหาในเรื่องการจัดฝึกอบรมให้ได้ตามแผนงาน หรือการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม (Training Road Map) จะมีกำหนดเวลาดำเนินการอย่างไร เพราะสมรรถนะมีหลายคุณลักษณะ การจัดฝึกอบรมระยะยาว ต้องใช้เวลา และที่สำคัญคือก่อนที่จะจัดฝึกอบรมจะต้องมีการประเมินหาช่องว่างของแต่ละบุคคลในแต่ละคุณลักษณะของสมรรถนะก่อน
บางองค์กรก็ไม่ได้มีการประเมินระดับสมรรถนะของแต่ละตำแหน่งงาน เพราะเมื่อกำหนดสมรรถนะหลัก (Core Competency) และสมรรถนะของตำแหน่งงาน (Job Competency) แล้วก็นำมาใช้งานโดยบอกว่า แต่ละตำแหน่งงานต้องมีสมรรถนะ และนำมาจัดฝึกอบรมรวมกัน โดยไม่ได้ศึกษามาก่อนว่าแต่ละคนมีความสามารถในสมรรถนะแต่ละด้านเพียงไร หรือเคยได้รับการฝึกอบรมมาก่อนหรือไม่ ทั้งในระยะเวลาที่ทำงานในองค์กรปัจจุบันหรือก่อนที่จะเข้ามาทำงาน 
          3. หลักสูตรที่จัดฝึกอบรมสอดคล้องกับนำมาปฏิบัติหรือไม่ บางองค์กรใช้วิธีการกำหนดสมรรถนะขึ้นมาก่อนจำนวนหลายสมรรถนะ และให้บุคลากรแต่ละบุคคลเป็นผู้เลือกเองว่าตำแหน่งงานของตน ต้องมีสมรรถนะอะไร ก็พบว่าในทางปฏิบัติ บุคลากรจะเลือกประเด็นคุณลักษณะสมรรถนะที่ง่าย ๆ วัดผลได้ง่ายและเห็นว่ามีความจำเป็น แต่บางคุณลักษณะสมรรถนะไม่กล้าเลือก เลยเกิดปัญหาว่าสมรรถนะที่แท้จริงที่ต้องใช้ในตำแหน่งงานของตนนั้นคืออะไร
เช่น องค์กรหนึ่งมีการกำหนดคุณลักษณะสมรรถนะ จำนวน 10 ประเด็น ได้แก่ การคิดมุ่งภายหน้า ความคิดเชิงวิเคราะห์ การเป็นผู้นำ จริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ การมุ่งเน้นผลลัพธ์ นวัตกรรมทางธุรกิจ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการรับฟัง การพัฒนาให้เป็นดาวเด่น และการทำงานเป็นทีม 
โดยบริษัทเป็นฝ่ายกำหนดคุณลักษณะสมรรถนะเหล่านี้ให้เอง โดยไม่มีการกำหนดสมรรถนะตำแหน่งงาน (Job Competency) ที่กำหนดมาจากการศึกษาจากเอกสารคำบรรยายลักษณะงานซึ่งจะทำให้ได้ละเอียดที่ชัดเจนขึ้นเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการที่บริษัทกำหนดสมรรถนะที่ควรจะเป็นขึ้นมาเป็นกลุ่มคุณลักษณะจำนวนหนึ่ง และให้พนักงานเลือกขึ้นเป็นคุณลักษณะของตำแหน่งตนเองประมาณ 5 คุณลักษณะ
ปรากฏว่าพนักงานนิยมเลือกในประเด็นสมรรถนะที่อิงกับเนื้องานของตนเอง โดยเลือกสมรรถนะที่คิดว่าง่าย เช่น สมรรถนะเรื่องการสื่อสาร การรับฟัง แต่สมรรถนะที่จะเป็นในการทำงาน เช่น การมุ่งเน้นผลลัพธ์พนักงานคิดว่าเป็นเรื่องยาก จึงเลือกน้อย ทั้ง ๆ ที่ทุก ๆ ตำแหน่งงานต้องใช้สมรรถนะคุณลักษณะเช่นนี้ และองค์กรก็ไม่ได้กำหนดให้เป็นสมรรถนะหลัก ที่ควรเป็นคุณลักษณะของพนักงานทุกคน และจะต้องมีการฝึกอบรมพนักงานทุกคนให้เกิดความเข้าใจ มีทักษะการคิดและการปฏิบัติที่มุ่งเน้นผลลัพธ์
          4. การกำหนด Competency ขององค์กร จะต้องพิจารณาจากองค์ประกอบที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ แต่บางองค์กรกลับไม่พิจารณาในเรื่องดังกล่าว องค์กรแห่งหนึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้า ควรจะมีการกำหนดสมรรถนะเกี่ยวกับการให้บริการลูกค้า (Service Minds) ซึ่งควรเป็นสมรรถนะหลักขององค์กร แต่ไม่มีการกำหนดสมรรถนะดังกล่าวที่ควรจัดเป็นสมรรถนะหลักขององค์กรและเป็นเรื่องที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ
หากมีการฝึกอบรมก็จะต้องมุ่งเน้นในเรื่องดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และองค์กรสามารถกำหนดได้ว่าลูกค้ามีสองกลุ่มคือลูกค้าภายในและลูกค้าภายนอกซึ่งพนักงานทุกคนจะต้องมีพันธะผูกพัน (Commitment) ที่จะต้องพัฒนาการให้บริการกลุ่มลูกค้าของตนเองให้เกิดความพึงพอใจ 
          5. การกำหนดสมรรถนะบางหัวข้อไม่เข้าใจว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร เช่น ในบริษัทหนึ่งกำหนดว่า สมรรถนะตำแหน่งของพนักงานทุกคนในระดับปฏิบัติการ ไม่ว่าตำแหน่งใดพนักงานจะต้องมีสมรรถนะในด้านความรู้ในงานเทคนิค ซึ่งไม่สามารถจำแนกได้อย่างชัดเจนว่าความรู้ในงานเทคนิคของตนเองนั้น มีขอบข่ายครอบคลุมเรื่องใด
เมื่อศึกษาการเขียนเอกสารคำบรรยายลักษณะงานก็ไม่ชัดเจนว่าจะต้องรู้อะไร เพราะบ่งบอกเพียงหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ จึงต้องโยงไปศึกษาจากหน้าที่ลำดับขั้นตอนการทำงาน (Work Process) ซึ่งบางตำแหน่งก็ไม่มี เลยไม่อาจจะกำหนดได้ว่า ความรู้ในงานเทคนิคของตนเองนั้นควรจะมีอย่างไร
          6. บางองค์กรกำหนดว่า พนักงานจะต้องมีสมรรถนะในงานที่ปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย แต่การเขียนคุณลักษณะสมรรถนะขึ้นมาก็ไม่ได้ทำให้พนักงานมีความรู้อะไรใหม่ขึ้นมาเลย เช่น ในองค์กรแห่งหนึ่งมีการกำหนดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ จะต้องมีสมรรถนะทางด้าน การวางแผนกำลังคน การสรรหาว่าจ้าง การบริหารค่าตอบแทนและสวัสดิการ และการแรงงานสัมพันธ์ การกำหนดสมรรถนะโดยข้อความเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าไม่ได้บ่งชี้ในสิ่งที่เป็นทักษะหรือพฤติกรรมที่ต้องใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งดังกล่าวเลย
สิ่งที่กำหนดคือเรื่องของความรู้ เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้ว แม้จะไม่กำหนดขึ้นมาก็เป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไป และจะวัดในเชิงพฤติกรรมหรือระดับความสามารถได้อย่างไร แต่ทักษะอย่างอื่นที่จำเป็นในการบริหารทรัพยากรบุคคล ที่ควรกำหนดให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่จำเป็นต้องใช้มาก เช่น จิตสำนึกการให้บริการ การมีมนุษยสัมพันธ์ ความสามารถในการสื่อสาร ความรู้ในกฎหมายแรงงาน ซึ่งน่าจะเป็นคุณลักษณะสมรรถนะที่สำคัญของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล กลับไม่กำหนดสมรรถนะดังกล่าวไว้ ดังนั้น ทิศทางการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจึงเกิดปัญหาว่าจะทำให้ขาดทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในงาน 
          7. ปัญหาการกำหนดสมรรถนะที่แตกต่างกันของแต่ละองค์กร จากแนวทางการกำหนดสมรรถนะที่แต่ละองค์กรกำหนดต่างกัน ทั้งสมรรถนะหลักและสมรรถนะของตำแหน่งงาน ดังนั้นทิศทางการพัฒนาฝึกอบรมตามสมรรถนะของแต่ละองค์กรจะมีความแตกต่างกัน ระดับความเชี่ยวชาญหรือทักษะที่ต้องใช้ก็ต่างกัน ลองคิดดูว่าหากเรารับบุคลากรใหม่เข้ามาทำงานในตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีประสบการณ์มาพอสมควร
หากถามว่าหากคุณทำงานในหน่วยงานของเราคุณจะต้องใช้สมรรถนะอะไรบ้าง หรือคุณเคยอบรมหลักสูตรอะไรมาบ้างบุคลากรอาจจะบอกได้ แต่การทำงานในองค์กรแห่งใหม่ กำหนดสมรรถนะที่อาจจะต่างกันออกไปบ้าง ดังนั้นสมรรถนะที่มีในการทำงานก็จะต่างกันบ้าง ต้องมากำหนดสมรรถนะใหม่และฝึกอบรมเพิ่มเติม ดังนั้น การทำงานสถานที่แตกต่างกัน แต่ตำแหน่งเดียวกันก็อาจจะกำหนดไม่เหมือนกันบุคลากรคนเดียวกันจึงอาจจะสับสนได้ว่า สมรรถนะของตำแหน่งตนเองควรจะเป็นอย่างไร คำตอบคือเพราะเป้าหมายหรือนโยบายขององค์กรที่ต่างกัน
          8. ในแต่ละตำแหน่งงานจะมีปัญหาเช่นกันเกี่ยวกับชื่อของตำแหน่ง หากไม่นำเรื่องคำบรรยายลักษณะงานมาร่วมพิจารณาด้วยก็จะมีปัญหา เพราะในองค์กรหนึ่ง ชื่อตำแหน่งที่เรียกกัน อาจจะไม่เหมือนกับอีกองค์กรหนึ่ง จึงทำให้การกำหนดคุณลักษณะสมรรถนะต่างกัน ปัญหาคือการจัดฝึกอบรมก็จะไม่สอดคล้องกัน
          9. ผู้บริหารองค์กรไม่สนในเรื่องสมรรถนะ หรือสนใจแต่หากจะให้มีการฝึกอบรมและต้องมีการลงทุนค่าใช้จ่ายของการฝึกอบรม ก็จะลังเลเพราะคิดว่าเป็นการใช้จ่ายที่สูงมาก และยังไม่พร้อมที่จะลงทุน หรือคิดว่าหากลงทุนไปก็ไม่คุ้มเพราะพนักงานอาจจะออกจากงานไปทำงานที่อื่น 
          10. มีองค์กรอีกจำนวนไม่น้อยไม่สนใจเรื่องสมรรถนะจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม โดยบางองค์กรพบว่าหลักสูตรฝึกอบรมส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องงานเทคนิค และบางองค์กร ก็ไม่มีการฝึกอบรมมากนัก หากจะฝึกอบรมก็จะมีเพียงหัวข้อที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ความปลอดภัยในการทำงานและบางองค์กรก็จัดโครงการฝึกอบรมเพราะเห็นว่าพนักงานมีความเครียดหรืออาจจะดูว่าไม่มีความสุขนักก็จัดให้มีการฝึกบรมเรื่อง “เทคนิคการทำงานอย่างมีความสุข” ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะสอดคล้องกับสมรรถนะด้านใด
          11. ปัญหาการจัดทำ Training Road Map ควรจะอิงสมรรถนะ การจัดฝึกอบรมจะต้องบ่งบอกได้ว่า หลักสูตรฝึกอบรมที่จัดให้กับบุคลากรนั้น อยู่ในกลุ่มสมรรถนะใด ปัญหาคือไม่มีเวลาที่จะศึกษาวิเคราะห์ เขียน และปฏิบัติ
          12. สมรรถนะจะเพิ่มพูนขึ้นได้ คงไม่ใช่เพียงหลักสูตรฝึกอบรมที่หน่วยงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นผู้นำเสนอและดำเนินการฝึกอบรมเท่านั้น บทบาทที่สำคัญคือบทบาทของหัวหน้างานในการให้คำปรึกษาแนะนำ การสอนงาน ซึ่งในที่สุดแล้ว หัวหน้างานก็ต้องมีการฝึกอบรมในหัวข้อเหล่านี้ก่อน รวมทั้งมีทักษะประสบการณ์มากพอที่จะทำหน้าที่อย่างนั้นได้ดี
          13. ปัญหาการโอนย้ายพนักงานไปสู่ตำแหน่งอื่น ก็เป็นประเด็นปัญหา ที่อาจจะต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มพูนสมรรถนะเพิ่มเติม แต่จะมีการทำได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากการโอนย้ายเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล 
          14. การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีคุณลักษณะตามตัวชี้วัดสมรรถนะได้นั้น จะต้องใช้ทั้งรูปแบบการฝึกอบรมที่หน่วยงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นผู้จัดให้ การพัฒนาทักษะความคิดและการปฏิบัติของหัวหน้างาน โดยการสอนงาน การให้คำปรึกษาแนะนำ และที่สำคัญคือต้องให้พนักงานเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยหัวหน้างานเป็นผู้มอบหมายและให้คำปรึกษาแนะนำ และทั้งนี้องค์กรจะต้องมีแนวคิดการพัฒนาให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ด้วย แต่พบว่าในข้อเท็จจริง มักจะไม่ค่อยได้ทำกันในที่สุดก็เหลือเพียงแนวทางเดียวคือ การฝึกอบรมที่จัดโดยฝ่ายทรัพยากรบุคคล ซึ่งมีความล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด
แนวทางการแก้ไข          เนื่องจากไม่มีมาตรฐานหนึ่งเดียวกัน และไม่มีองค์กรแห่งใดที่จะมากำหนดมาตรฐานกลางได้ ดังนั้นจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้คือ
          1. ผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลและการพัฒนาบุคคลจะต้องมีความรู้อย่างท่องแท้ในเรื่องการนำ Competency มาใช้ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
          2. ผู้ที่นำไปใช้ต้องยึดถือแนวทางที่เป็นมาตรฐานที่ใกล้เคียง ในการกำหนดคุณลักษณะของ Competency โดยต้องมีการกำหนด Core Competency ขึ้นมาก่อน แล้วจึงจะมากำหนดเป็น Job Competency ด้วยวิธีการที่มีการศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดในนโยบายหรือกลยุทธ์ของธุรกิจและคุณลักษณะที่ต้องใช้ในการปฏิบัติของแต่ละตำแหน่งหน้าที่งาน
          3. องค์กรจะต้องให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ ในการจัดทำคุณลักษณะของสมรรถนะ (Competency) และการจัดฝึกอบรมพนักงานให้สอดคล้องกับสมรรถนะ
          4. จะต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนพัฒนาฝึกอบรมบุคลากรในระยะยาว โดยมีการจัดทำเส้นทางการฝึกอบรม (Training Road Map)  
          5. จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาหัวหน้างานให้มีความรู้ทักษะในการสอนงานให้คำปรึกษาแนะนำและพัฒนาพนักงานด้วยตนเองได้ด้วย 
          การนำสมรรถนะมาใช้ในการพัฒนาบุคลากร โดยไม่เข้าใจในขั้นตอนการกำหนดสมรรถนะหรือกำหนดคุณลักษณะของสมรรถนะที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมที่มุ่งสู่ความสำเร็จของแต่ละหน้าที่งานและไม่ได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนจะควบคุมได้ เรื่องสมรรถนะก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่จริงจังไม่มีผลต่อการเพิ่มศักยภาพของบุคลากรในองค์กรอย่างแท้จริง

4.16.2555

TQM (TOTAL QUALITY MANAGEMENT)


TQM article
TOTAL QUALITY MANAGEMENT
  Prof. RAYWAT    CHATREEWISIT, Ph.D
ดร.เรวัตร์  ชาตรีวิศิษฏ์
TQM
                T  =  TOTAL (ทั้งหมดทุกคน/เบ็ดเสร็จ)
                                ทุกคนที่เกี่ยวข้องในองค์กร(อาจรวมถึงลูกค้าและผู้ส่งมอบด้วย)
                Q  =  QUALITY(คุณภาพ)
                                การทำได้ตรงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
                M  =  MANAGEMENT(ฝ่ายบริหาร)
                                ผู้บริหารระดับสูงยึดมั่นผูกพันอย่างแท้จริง
ความหมายของ TQM
                คุณภาพ (QUALITY)
                                การทำได้ตามข้อกำหนดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
                                - ทำให้ลูกค้าพอใจ
                                - ทำให้ลูกค้าสุขใจ
                                - ทำให้มากกว่าที่ลูกค้าพอใจ เกินความคาดหวังของลูกค้า
                คุณภาพโดยรวม (TOTAL QUALITY)          
                                - การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพิ่มระดับความพอใจของลูกค้าให้สูงขึ้น
                                 ปรับปรุงเพื่อยอดขายขององค์กรในเวลาเดียวกันด้วย

การบริหารคุณภาพที่ทุกคนมีส่วนร่วม (TOTAL QUALITY MANAGEMENT:TQM)
                -การบรรลุถึงคุณภาพโดยรวม ด้วยการที่ทุกคนในองค์กรยึดมั่นผูกพันและ           ปฏิบัติตามอย่างจริงจัง
ความหมายของ TQM (องค์การมาตรฐานระหว่างประเทศตาม ISO / CD 8402-1 )
                การบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จ (TQM) หมายถึง แนวทางในการบริหารขององค์กรที่มุ่งเน้นคุณภาพ โดยสมาชิกทุกคนขององค์กรมีส่วนร่วมและมุ่งหมายผลกำไรในระยะยาวด้วยการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้ารวมทั้งการสร้างผลประโยชน์ตอบแทนแก่หมู่สมาชิก
TQM  มี หลักการที่สำคัญ 3 ประการ
1. การมุ่งเน้นที่คุณภาพ
2. การปรับปรุงกระบวนการ
3.ทุกคนในองค์กรมีส่วนร่วม
แนวความคิดเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพ
แนวความคิด                                                                                                         วัตถุประสงค์
1.ความต้องการและความหวังของลูกค้า                         1.เพื่อจะได้รู้ว่าใคร คือ ผู้ที่เราต้องบริการ
2.กระบวนการและผลลัพธ์                                               2.เพื่อให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราทำเพื่อให้  
                                                                                                บรรลุถึงผลสำเร็จของงาน
3.ทีมงาน                                                               3.เพื่อให้พนักงานทุกคนที่ปฏิบัติงานใน
                                                                                                กระบวนการหนึ่งๆ มีส่วนร่วม
4.ภาวะผู้นำ                                                           4.กระตุ้นให้กำลังใจ,อำนวยความสะดวก
                                                                                                 ,แนะนำ
5.การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง                               5.เพื่อทำให้ทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง                                                     

วัตถุประสงค์ทั่วไปของ TQM
           เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าภายใน/ภายนอก
           เพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมทุกด้าน
           เพื่อความอยู่รอดขององค์กรและสามารถเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ภายใต้สภาวะ
   การแข่งขันที่รุนแรง
           เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกคน
           เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
           เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม  
วัตถุประสงค์ที่สำคัญที่สุดของ TQM
                คือ การพัฒนาบุคลากรให้สามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ ด้วยการมีส่วนร่วมใน การปรับปรุงคุณภาพของสินค้าหรือบริการ อันจะทำให้คุณภาพชีวิต ของพนักงานทุกคนดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
ผลที่ได้รับจาก TQM
ทำให้การดำเนินงานขององค์กรสูงขึ้น โดย
                - สินค้าหรือบริการมีคุณภาพสูงขึ้น
                - ของเสียเป็นศูนย์
                - กำจัดของเสีย
                - ออกแบบผลิตภัณฑ์ได้น่าสนใจมากขึ้น
                - บริการหรือส่งของได้เร็วขึ้น
                - ลดต้นทุนด้านการผลิต
                - พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม
TQM :  ภาคปฏิบัติ
วัตถุประสงค์ : การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
หลักการสำคัญ
                1.การมุ่งเน้นที่ลูกค้า หรือการมุ่งเน้นที่คุณภาพ
                2.การปรับปรุงกระบวนการ
                3.ทุกคนในองค์กรต้องมีส่วนร่วม
ปัจจัยสนับสนุน
                1.ภาวะผู้นำ                           4.การติดต่อสื่อสาร
                2.การศึกษาและฝึกอบรม   5.การให้รางวัลและการยอมรับ
                3.โครงสร้างองค์กร                             6.การวัดผลงาน

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success factor : KSF  ของระบบ TQM )
1. ความยึดมั่นผูกพันอย่างจริงจังจากผู้บริหารทุกระดับ
2. การให้การศึกษาและการฝึกอบรมให้พนักงานทุกคนได้เรียนรู้
3. โครงสร้างขององค์กรที่สนับสุนนวิธีคิดและวิธีทำงานอย่างเป็นกระบวนการ
4. การติดต่อสื่อสารจะต้องทั่วถึงทั้งแนวดิ่งตามสายงาน และแนวราบของการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ
5.การให้รางวัลและการยอมรับทีมงาน สมควรได้รับจากผลงานที่ปรากฎการส่งเสริม
6. การวัดผลงานอย่างเหมาะสม
7. การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ     
  
เสาหลักของ TQM คือ...
§    การปฏิบัติงานประจำวันให้ดีที่สุด
§    สามารถทำงานข้ามสายงานได้เป็นอย่างดี
§    ทำการกระจายนโยบายให้เป็นผลต่อองค์กร
สาเหตุหลักแห่งความไม่สำเร็จ
           ขาดความตั้งใจจริงในการดำเนินกิจกรรม TQM
           ขาดแคลนวัตถุดิบ แรงงาน ข้อมูล ข่าวสาร และความคิดริเริ่ม
           ขาดความสนใจและร่วมมือจากพนักงานทุกระดับ
           พนักงานขาดความรู้ความเข้าใจในบทบาท (เรื่องที่ตนเองต้องทำ)
ความล้มเหลวของ TQM
                1. บุคลากรไม่รู้จริง
                2. ขาดความจริงจังต่อเนื่อง
                3. งานประจำล้นมือ
                4. คนไทยใจร้อน
                5. คนไทยเบื่อง่าย
ทำอย่างไรไม่ให้ TQM ล้มเหลว
           การให้ความรู้ด้านการบริหารคุณภาพอย่างทั่วถึง
           การตั้งเป้าหมายชัดเจน
           การเสริมทักษะใหม่ๆ
           การวางแผนที่ดี
           การเผยแพร่และให้การศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมคุณภาพ
           การเติมสีสันให้กับกิจกรรม
           การทบทวนแผนการปฏิบัติงานเป็นระยะๆ
           การสรรหาคนเข้าร่วมในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพ
           การสรรหาหัวข้อในการปรับปรุงคุณภาพ   
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของระบบ TQM  7  ประการ
1. การยึดมั่นผูกพันอย่างจริงจังจากผู้บริหารทุกระดับ
2. การให้การศึกษาและฝึกอบรมในเรื่อง TQM แก่พนักงานทุกคน
3.โครงสร้างขององค์กรที่สนับสนุนและเกื้อหนุนระบบ TQM
4. การติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
5. การให้รางวัลและการยอมรับแก่ทีมงานหรือพนักงานที่มีผลงานปรากฎ
6. การวัดผลงานอย่างเหมาะสมโดยมีเกณฑ์การวัดผลงานที่ชัดเจน
7. การทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ
การนำ TQM มาใช้ในการปรับปรุงการบริหารภาครัฐ
                จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดข้างต้น ได้นำเสนอแนวความคิดพื้นฐานของ TQM กระบวนการของ TQM และตัวอย่างของการนำ TQM ไปปฏิบัติในภาคเอกชนมาแล้ว ซึ่งจากหลักการพื้นฐานและกรณีตัวอย่างดังกล่าว กับในอีกหลายกรณีตัวอย่างที่มิได้นำเสนอไว้ในที่นี้ ทำให้ทราบว่าในยุคปัจจุบันย่อมเป็นยุคของคุณภาพโดยแท้ กล่าวคือ การที่องค์การจะอยู่รอดหรือไม่ นั้นอยู่ที่ว่าผลการปฏิบัติงานหรือการให้บริการที่มีคุณภาพ ในระดับที่สามารถแข่งขันรายอื่นได้หรือไม่นั่นเอง

                สำหรับในภาครัฐ อาจกล่าวได้ว่าภาครัฐมีความสนใจและเห็นความสำคัญของคุณภาพไม่น้อยกว่าในภาคเอกชน โดยได้มีการนำแนวความคิดเรื่องคุณภาพมาเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิจารณาในการปรับปรุงระบบราชการและระบบข้าราชการตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนั้นการนำระบบการจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพขององค์การหรือ TQM มาใช้เพื่อปรับปรุงการบริการภาครัฐนั้น นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ระบบราชการควรสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนราชการที่มีภาระหน้าที่ในการให้บริการประชาชน ทั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สร้างความพึงพอใจ และความเป็นธรรม ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนโดยส่วนรวม ซึ่งเป็นสิ่งพึงประสงค์สูงสุดของการบริการภาครัฐ

แนวทางและขั้นตอนในการนำ TQM  ไปปฏิบัติในการปรับปรุงการบริการภาครัฐ
                1. การสำรวจหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ในการให้บริการแก่ประชาชน
                2. การค้นหาจุดบกพร่องที่ควรแก้ไข
                3. การวางแผนการปรับปรุงการปฏิบัติงาน
                4. การสร้างการยอมรับให้เกิดขึ้นในวัฒนธรรมองค์การ
                5. การนำ TQM  ไปปฏิบัติในหน่วยงานบริการภาครัฐ
                6. การติดตามและประเมินผล
กล่าวโดยสรุป เงื่อนไขของการสร้างความสำเร็จในการทำ TQM ไปปฏิบัติในการปรับปรุงการบริการภาครัฐนั้นประกอบได้ด้วย 6 ประการคือ
1. การสำรวจว่าหน่วยงานที่ควรได้รับการปรับปรุงให้นำระบบการพัฒนาคุณภาพมาใช้
2. การค้นหาจุดบกพร่องที่ควรแก้ไข
3. การวางแผนการปรับปรุงการปฏิบัติงานโดยใช้ TQM
4. การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร โดยปลูกฝังค่านิยมและการยอมรับในเรื่องคุณภาพ
5. การฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อให้มีคุณภาพ
6. การติดตามและประเมินผลการนำ TQM ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบโดยใช้วิธีทางสถิติ
สรุป
                 การปรับปรุงองค์การอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการแปรเปลี่ยนทางสังคมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้องค์การสามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันเช่นในปัจจุบัน การบริการของภาครัฐซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของส่วนราชการต่างๆ นั้น ก็จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เช่นเดียวกัน  การปรับปรุงบริการภาครัฐนอกจากจะถือว่า ว่าเป็นผลงานของรัฐบาลแล้ว ประชาชนผู้รับบริการในส่วนต่างๆ ก็จะได้รับประโยชน์จาก การปรับปรุงด้วย กล่าวคือ ได้รับความสะดวกรวดเร็ว เสียเวลาน้อยลง เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง และ มีความพึงพอใจในการบริการของภาครัฐมากขึ้น

                การนำ TQM มาใช้ในการปรับปรุงการบริการภาครัฐ จะเป็นแนวทางหนึ่งที่เอื้ออำนวยให้ส่วนราชการสามารถนำไปปฏิบัติ เพื่อให้บังเกิดผลที่พึงประสงค์ได้โดยไม่ยากนัก อย่างไรก็ตามการนำ TQM  ไปปฏิบัติก็หมายถึง การนำการเปลี่ยนแปลงเข้าไปในองค์การ ซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องได้รับการต่อต้านจากข้าราชการบ้างไม่มากก็น้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พึงกระทำก็คือการจัดการฝึกอบรมหรือสัมมนาผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐที่ ให้บริการประชาชน  เพื่อขอ ทราบความคิดเห็นและให้ได้ข้อสรุปกว้าง ๆ ในการนำ TQM  ไปปฏิบัติในองค์การ กับการสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างข้าราชการในสังกัดในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพในการทำงานคุณภาพของผลงาน และการให้บริการต่อประชาชน

                การนำ TQM  ไปปฏิบัติใน การปรับปรุงการบริการภาครัฐนั้น สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลใน การปฏิรูประบบราชการ กล่าวคือ มีเป้าหมายของการเพิ่มคุณภาพของการ ให้บริการ และความพึงพอใจของประชาชนเช่นเดียวกัน ดังนั้น อาจไม่เป็นการยากที่ผู้บริหารระดับสูงจะให้การยอมรับในการนำ TQM  ไปปฏิบัติ


{  {  {  {  {  {  {  {  {